เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาปูเป้ได้ไปที่ประเทศเนปาลเพื่อร่วมงานเปิดตัวแคมเปญอนุรักษณ์แพนด้าแดงแห่งเทือกเขาหิมาลัยซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง The Body Shop และ Red Panda Network เพื่อสร้าง Bio-Bridge แต่สิ่งที่น่าสนใจและเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนบทความเพื่อวัน Earth Day นี้คือความจริงที่ว่า การจะช่วยแพนด้าแดงที่น่ารักเหล่านี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้หากคุณไม่ช่วยผู้คนในพื้นที่ไปพร้อมกัน

แพนด้าแดงเคยถูกจัดเป็นสัตว์ในตระกูลแรคคูนแต่ปัจจุบันพบว่ามันอยู่ในวงศ์ตระกูล Ailuridae ที่แยกสายวิวัฒนาการจากแรคคูนมาหลายสิบล้านปี และแพนด้าแดงเป็นสมาชิกส่วนน้อยของวงศ์นี้ที่หลงเหลืออยู่เพราะนอกนั้นได้สูญพันธ์ไปหมดแล้ว และปัจจุบันแพนด้าแดงก็อยู่ในภาวะที่ใกล้สูญพันธ์เพราะถูกคุกคามอย่างหนักด้วยการจับล่าเพื่อขายเป็นสัตว์เลี้ยงหายาก และอีกปัจจัยหลักคือป่าที่อยู่อาศัยถูกบุกรุกทำลาย ปัจจุบันมีแพนด้าแดงเหลือในป่าตามธรรมชาติของเนปาลเพียงประมาณ 2,000 ตัวเท่านั้น

การได้พบกับ Damber Bista และ Ang Phuri Sherpa ผู้ที่ทำงานกับ  Red Panda Network ในการศึกษา วิจัย สัตว์โลกที่น่ารักแต่อยู่ในสภาวะอันเปราะบางนี้ ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจกับกับผู้คนในพื้นที่ถิ่นอาศัยของแพนด้าแดง ทำให้ได้ทราบถึงความสำคัญของป่าและชนิดของไผ่ที่สัตว์เหล่านี้ใช้เป็นที่พักพิงและใช้เป็นอาหาร ปัญหาการลดลงของผืนป่าอันเป็นถิ่นอาศัย ป่าเสื่อมโทรม ภูเขาหัวโล้น ทำให้พื้นที่อาศัยของแพนด้าแดงลดลง ซึ่งการสร้าง  Bio-Bridge จะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ในระดับหนึ่ง และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คืออีกคนสำคัญที่ทำให้แคมเปญนี้เกิดขึ้นได้คือ Jeraldine Jacquinot ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาผลิตภัณฑ์มากมาย รวมถึงมาส์กที่ใช้ถ่านไม้ไผ่จากเทิอกเขาหิมาลัยนี้ด้วย เธอมีความรักและห่วงในในสัตว์ป่าและใช้เวลาที่ว่างเป็นอาสาสมัครในการช่วยเหลือสัตว์ป่าในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

เมื่อพูดถึง Bio-Bridge หลายคนอาจจะนึกถึงการสร้างสะพานทางข้ามถนนให้กับสัตว์ที่ทำกันในหลายประเทศ หรืออย่างในประเทศไทยก็อาจจะได้ยินข่าวการเลือกทำอุโมงแทนตัดเป็นถนนตามปกติผ่านป่า ให้ทางสัญจรของรถยนต์อยู่ใต้ทางเดินและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าเพื่อที่จะได้ไม่รบกวนมัน ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงกันว่า งั้นไม่ตัดถนนเข้าป่าหรือที่อยู่ของสัตว์แต่แรกจะไม่ดีกว่าหรือ? แต่เมื่อความเจริญและการเข้าถึงของมนุษย์ต้องเข้าไปและหยุดเอาไว้ไม่ได้ การสร้าง Bio-Bridge ก็ดูจะเป็นอีกหนทางในการที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นและมนุษย์พอที่อยู่ร่วมกันได้โดยไม่มาปะทะกัน

แต่ Bio-Bridge สำหรับโครงการช่วยเหลือแพนด้าแดงนี้ไม่ใช่การสร้างทางข้ามถนนหรือขุดอุโมง แต่เป็นการปลูกป่าบนเขาหัวโล้นเพื่อเชื่อมป่าที่ยังสมบูรณ์ที่ถูกตัดขาดออกจากกันให้ถูกเชื่อมเป็นป่าผืนเดียวกันจนแพนด้าแดงสามารถโยกย้ายถิ่นไปมาได้นั่นเอง

ทว่าอีกสิ่งสำคัญในการที่จะรักษาผืนป่าเพื่อแพนด้าแดงนั้นไม่ใช่แค่การปลูกป่า หรือห้ามคนมาทำลายป่า แต่คนในพื้นที่จะอยู่ร่วมกับป่าและแพนด้าแดงที่น่ารักเหล่านี้ได้อย่างไร ซึ่งการไล่คนเหล่านี้ออกจากพื้นที่ไม่ใช่ทางเลือกหรือคำตอบที่ดีอย่างแน่นอน แม้ว่าที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่คุกคาม จับ และล่าแพนด้าแดง ด้วยความไม่รู้ ไม่เห็นความสำคัญ ไม่ทราบถึงผลกระทบ เขาทำเพียงเพื่อที่จะดำรงชีวิตให้ได้ไปวัน ๆ อย่างยากลำบาก

ทีมงานของ Red Panda Network รู้ดีว่าคนในพื้นที่เหล่านี้สามารถเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์แพนด้าแดง และเป็นหูเป็นตาให้กับงานอนุรักษ์ได้ เขาเริ่มจัดการกับปัญหาการบุกรุกและถางป่าด้วยการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่เป็นอย่างแรก ด้วยการปรับปรุงสภาพบ้านให้สามารถบังลมและเก็บความอบอุ่นได้ดียิ่งขึ้น และออกแบบเตาฟืนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมในการให้ความอบอุ่น หุงทำอาหาร โดยใช้ไม้ฟืนน้อยลงกว่าเดิม นอกจากจะทำให้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว ยังลดการใช้ฟืนซึ่งลดความจำเป็นในการต้องตัดไม้ในป่าลงได้อย่างมาก

อีกส่วนสำคัญคือการให้ความรู้และความเข้าใจกับคนในพื้นที่เกี่ยวกับเรื่อของป่าและแพนด้าแดง รวมถึงการสอนและเป็นการจ้างงานให้คนในพื้นที่เป็นนักแกะรอยแพนด้าแดงเพื่อการศึกษาและวิจัยและช่วยปกป้องถิ่นอาศัย ทำให้ชาวบ้านมีคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและเปลี่ยนมุมมองที่เขามีต่อแพนด้าแดงไปอย่างสิ้นเชิง

“การอนุรักษ์แพนด้าแดง ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น”

สิ่งนี้สะท้อนกับปัญหาในประเทศไทยได้ในหลายเรื่อง เพราะเราเคยมีพื้นที่สีเขียวและทรัพยากรธรรมชาติอยู่มากมาย แต่ปัจจุบันเสื่อมโทรมลดน้อยลงจากการใช้พื้นที่อย่างไม่รู้คุณค่า ขาดความเข้าใจ และอาจรวมไปถึงการคอรัปชั่น การใช้อิทธิพลเอื้อผลประโยชน์ให้คนบางกลุ่มด้วย และในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะมีข่าวการเผาไรนาเผาป่าเพื่อทำการเกษตรที่ก่อผลเสียทางสภาพแวดล้อมทั้งทางพื้นดินและในอากาศอันก่อผลกระทบกับผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ใกล้เคียงและห่างไกลออกไป

มีเสียงเรียกร้อง อาจจะรวมไปถึงเสียงบ่นก่นด่า จากคนนอกพื้นที่ จากคนในเมือง ว่าทำไมชาวบ้านพวกนี้มันโง่นัก ทำไมไม่อนุรักษ์ป่า ทำไมถึงเผาไร่เผาป่า ทำไมเห็นแก่ตัว แกไม่รู้หรอว่าป่าไม้น่ะสำคัญนะ แกรู้ไหมว่ามีใครเดือดร้อนบ้างเพราะการกระทำเหล่านี้

แต่มีใครไปหยิบยื่นความช่วยเหลือเขาบ้าง?

แต่มีสักกี่คนที่เห็นว่าเขาก็เป็นมนุษย์หนึ่งคน ที่ก็อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี และต้องต่อสู้ดินรนมีชีวิต แต่ไม่มีโอกาสที่เท่าเทียมกับเราในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีจากความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง

การทำงานของ Red Panda Network ในการอนุรักษ์แพนด้าแดงที่คงจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปด้วยและได้รับความร่วมมือจากคนในพื้นที่เอง อาจทำให้เราเห็นเป็นตัวอย่างว่า การบอกหรือสั่งให้อนุรักษ์ธรรมชาติโดยไม่สนว่าคนในพื้นที่จะอยู่กันอย่างไรและตัดเขาออกไปจากสมการแทนที่จะช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขขึ้น สามารถอยู่ร่วมไปกับธรรมชาติและการอนุรักษ์ได้อย่างกลมกลืน เราก็อาจจะทำให้การอนุรักษ์นั้นประสบความสำเร็จได้ยาก

นั่นคือบทเรียนที่ปูเป้ได้มาจาก Red Panda Network และก็หวังว่าจะช่วยจุดประกายความคิดให้กับทุกคนที่อ่านบทความนี้ได้ไม่มากก็น้อย และสำหรับใครที่อยากจะช่วยสนับสนุน Red Panda Network ในการอนุรักษ์เจ้าขนแดงตาแป๋วแห่งเทือกเขาหิมาลัยนี้ ก็สามารถสนับสนุนเงินช่วยเหลือได้โดยตรงที่ https://redpandanetwork.org/

หรือร่วมกับแคมเปญที่ทาง The Body Shop จัดขึ้น โดยทุกการซื้อสองผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม  Himalayan Charcoal จะร่วมบริจาคเงินสนับสนุนให้ Red Panda Network ในการปลูกป่าเพื่อสร้าง Bio-Bridge

สองผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ได้แก่ Himalanyan Charcoal Purfying Glow Mask และ Himalayan Charcoal Purifying Soap ซึ่งมีส่วนผสมของถ่านไม้ไผ่จากเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งต้นไผ่เป็นหนึ่งในไม้ยืนต้นที่โตเร็วที่สุดในโลก และนำมาจากฟาร์มไผ่ที่ปลูกเลี้ยงขึ้นเอง จึงไม่ส่งผลกระทบกับผืนป่าและยังช่วยสร้างานในกับชุมชนอีกด้วย โครงการนี้เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนไปจนถึง 6 มิถุนายนนี้จ้า

และถ้าใครไม่สนับสนุนการทดสอบเครื่องสำอางในสัตว์ ก็สามารถแวะไปลงชื่อสนับสนุนได้ที่ https://foreveragainstanimaltesting.com/page/9407/petition/1 โดยทาง The Body Shop หวังรวบรวม 8 ล้านรายชื่อทั่วโลกเพื่อเสนอเข้าสหประชาชาติในการทำให้การยุติการทดสอบเครื่องสำอางในสัตว์เป็นวาระของโลก

Happy Earth Day!!!