ในช่วงที่ผ่านมาแม้จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย แต่ดูเหมือนการลงทุนในธุรกิจความงามจะไม่น้อยลงเลยเพราะมีแบรนด์ใหม่ผุดกันเปิดตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หนึ่งในแบรนด์น้องใหม่ที่เข้ามาในตลาดบ้านเราก็คือ SoSkin จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนำเข้าโดย CMG เจ้าประจำนั่นเอง

 photo SoSKin VitC 01.png


พอดีว่าทาง CMG ได้ส่งผลิตภัณฑ์มาให้ทดลองหลายตัว หลังจากที่ปูเป้ลองพิจารณาดูแล้ว มีตัวนึงที่สนใจที่สุดและได้ลองใช้ดูก่อนที่จะมาทำรีวิวในวันนี้ นั่นก็คือ SoSkin : Brightness Vitality Serum (30ml / 2,200 THB) นี่เอง

เซรั่มตัวนี้เคลมเอาไว้หน้ากล่องว่าทำให้ผิวกระจ่างใสด้วย 20% Vitamin C Microcaps ซึ่งก็คือวิตาซีในรูปแบบ Sodium Ascorbyl Phosphate มาทำการห่อหุ้มในแคปซูลไลโปโซมที่ทำจาก Lecithin นั่นเอง

สูตรผสมไม่มีอะไรมาก ประกอบไปด้วยตัวเบสที่เป็นน้ำและซิลิโคนเพื่อสร้างเนื้อสัมผัส มีวิตามินซีหุ้มแคปซูลกับ วิตามินอี สารให้ความชุ่มชื้น สารกันเสีย น้ำหอม และสี

Ingredients : Aqua (Water), Cyclopentasiloxane, Propylene Glycol, Glycerin, Dimethicone, Polysilicone-11, Lecithin, Silica, Sodium Ascorbyl Phosphate, Tocopheryl Acetate, Tocopheryl Acetate, Sodium Hyaluronate, Hydroxyethylcellulose, Xanthan Gum, Phenoxyethanol, Methylparaben, Ethylparaben, Butylparaben, Propylparaben, Isobutylparaben, Imidazolidinyl Urea, Sodium Citrate, Parfum (Fragance), Disodium EDTA, CI 15985.

 photo SoSKin VitC 06.png


เพื่อไม่ให้รีวิวอันนี้จบเร็วเกินไปหน่อย ปูเป้ก็เลยเอาข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Sodium Ascorbyl Phosphate มาให้อ่านเพิ่มเติมกันหน่อยละกัน

วิตามินซีเป็นหนึ่งในวิตามินยอดนิยมในเครื่องสำอาง คุณประโยชน์ของวิตามินชนิดนี้เป็นที่ยอมรับกันว่ามีประโยชน์ทั้งการต้านอนุมูลอิสระเพื่อปกป้องเซลล์ผิว ลดการผลิตเม็ดสีเพื่อปรับสีผิวและลดเลือนจุดด่างดำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อลดเลือนริ้วรอย แต่วิตามินซีรูปแบบมาตรฐานอย่าง Ascorbic Acid ก็มีปัญหาเรื่องความไม่เสถียรต่อ แสง อากาศ และความชื้น จึงได้มีการพัฒนาอนุพันธุ์ของวิตามินซีขึ้นมาหลายชนิด

Sodium Ascorbyl Phosphate (SAP) เป็นอนุพันธ์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้วิตามินซีเสถียรยิ่งขึ้น เมื่อทาลงไปบนผิว เอนไซม์ที่มีอยู่ในชั้นผิวจะทำการแปลงสภาพให้มันกลายเป็นวิตามินซีบริสุทธิ์ก่อนที่ผิวจะนำไปใช้ได้ ทางทฤษฏีแล้ว Sodium Ascorbyl Phosphate ก็จะมีสรรพคุณเหมือนกับ Ascorbic Acid (AA) แต่อาจจะใช้ในความเข้มข้นที่ต่างกัน

 photo SoSKin VitC 03.png


มีการศึกษาของ SPA ถึงประโยชน์ในแง่ต่าง ๆ เอาไว้ด้วย ซึ่งจากข้อมูลก็ทำให้เราทราบว่าวิตามินซในรูปแบบของ SAP นี้ มีความเสถียรมากกว่า AA และ Magnesium Ascorbyl Phosphate (MAP)

การทดสอบที่ตีพิมพ์ในปี 2005 ระบุว่า SAP มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่กระตุ้นจากรังสี UVA/UVB ได้ดีกว่า Ascorbic Acid และ Ascorbyl Glucoside (AA2G) ที่เป็นอีกหนึ่งในอนุพันธุ์วิตามินซีที่นิยมใช้กันมากอีกตัวหนึ่ง ทว่าข้อมูลอันนี้ก็แย้งกับข้อมูลที่ทำโดยชิเซโด้ในปี 1998 ที่พบว่า SAP ลด UV Damage ได้น้อยกว่า AA2G แถมยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งการผลิตเมลานินด้อยกว่าด้วย

ถึงแม้ว่าจะยังมีข้อมูลที่ชีชัดไปเลยไม่ได้ว่าอนุพันธุ์ของวิตามินซีตัวไหนจะดีกว่ากัน แต่ก็มีการศึกษาที่ระบุได้ว่า วิตามินซี SAP นั้นมีคุณสมบัติในการปกป้องเซลลืผิวจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรังสี UV ได้เป็นอย่างดี และยังมีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบ (Inflammation) ของผิวด้วย วิตามินซี SAP เข้มข้น 5% สามาใช้ลดการอักเสบของสิวอย่างได้ผล

 photo SoSKin VitC 04.png



การผสมวิตามินซี ​SAP และวิตามินอี เข้าไว้ด้วยกันยังช่วยเสริมการปกป้องผิวจากแสงแดดได้มากขึ้นเมื่อใช้คสบคู่ไปกับกับครีมกันแดด หรือผสมวิตามินสองชนิดนี้ลงไปในสูตรของครีมกันแดด เพราะรังสี UV ที่ไม่ถูกดูดซับเอาไว้โดยสารกันแดดที่ทาไว้บนผิวชั้นนอกนอกนั้น ส่วนที่หลุดหลอดไปก็จะมีวิตามินสองชนิดนี้คอยลดความเสียหายอันเกิดจากอนุมูลอิสระในผิวชั้นที่ลึกลงไป โดยวิตามินซีจะทำหน้าที่ปกป้องในส่วนของเซลล์ที่ละลายในน้ำได้ ส่วนวิตามินอีจะไปปกป้องผนังเซลล์ที่อุดมไปด้วยไขมันนั่นเอง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทีเขาเคลมว่ามี 20% Vitamin C Microcaps นั้น ไม่ได้แปลว่าในผลิตภัณฑ์ตัวนี้จะมีส่วนผสมของ Sodium Ascorbyl Phosphate อยู่ 20% นะ (เพราะ SAP เป็นส่วนผสมลำดับที่ 9) ปูเป้คาดว่าคำเคลมนี้หมายถึงเขาได้ทำการใส่ไลโปโซมที่บรรจุวิตามินซี SAP มาในสัดส่วน 20% ของสูตรผสมมากกว่า ซึ่งปูเป้ก็ไม่รู้หรอกว่าเมื่อมาหักลบแล้วจะเหลือ Sodium Ascorbyl Phosphate อยู่จริง ๆ กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คำแนะนำในการใช้จากผู้ผลิตสารอย่าง BASF แนะนำให้ใช้ SAP ที่ 1-3% และในการศึกษาก็ใช้สูงสุดเพียง 5% เท่านั้น และยังมีข้อมูลว่าการ Encapsulation วิตามินซี SAP นั้นก็สามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวได้ดีกว่าการเอามันไปละลายในน้ำธรรมดาอย่างมากด้วยล่ะ

(Source : Quasi-Drugs Developed in Japan for the Prevention or Treatment of Hyperpigmentary Disorders, Quasi-Drugs Developed in Japan for the Prevention or Treatment of Hyperpigmentary Disorders, Reduction of UVB/A-Generated Free Radicals by Sodium L-Ascorbyl-2-Phosphate in Cultured Mouse Skin, Protective effects of sodium-L-ascorbyl-2 phosphate on the development of UVB-induced damage in cultured mouse skin., Comparison of clinical efficacies of sodium ascorbyl phosphate, retinol and their combination in acne treatment., Investigation of liposomes as carriers of sodium ascorbyl phosphate for cutaneous photoprotection., Application of l-Ascorbic Acid and its Derivatives (Sodium Ascorbyl Phosphate and Magnesium Ascorbyl Phosphate) in Topical Cosmetic Formulations: Stability Studies , In vitro and in vivo prolonged biological activities of novel vitamin C derivative, 2-O-alpha-D-glucopyranosyl-L-ascorbic acid (AA-2G), in cosmetic fields., Bioconvertible vitamin antioxidants improve sunscreen photoprotection against UV-induced reactive oxygen species.)

 photo SoSKin VitC 05.png
เนื้อเซรั่มมีสีเหลืองจาง ๆ สามารถเกลี่ยได้ง่าย แห้งได้ไว และไม่ทิ้งความหนึบหนับบนผิว ซึ่งเป็นข้อดีจากการห่อหุ้มแคปซูล (ปกติแล้ว SAP ถ้าใส่มาแบบเข้มข้นมากจะมีความหนึบ ๆ ) กลิ่นของน้ำหอมนั้นไม่ฉุน เป็นกลิ่นแนผลไม้เปรี้ยว ๆ จาง ๆ ส่วนตัวรับได้กับกลิ่นประมาณนี้

ความรู้สึกที่ได้ทดลองใช้คือค่อนข้างประทับใจกับเนื้อสัมผัส และเห็นผลในเรื่องของการทำให้ผิวดูสว่าง ดูกระจ่างขึ้น พวกรอยแดงจากการอักเสบของสิวที่มีประปรายก็จางลงได้ เป็นอีกตัวเลือกของเซรั่มวิตามินซีเข้มข้นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกับคนที่ผิวไม่สามารถทนกับความเป็นกรดของวิตามินซีรูปแบบ Ascorbic Acid ได้

 photo SoSKin VitC 02.png
โดยสรุปแล้ว SoSkin : Brightness Vitality Serum เป็นเซรั่มวิตามินซี SAP ที่น่าสนใจ มีความเข้มข้นของวิตามินซีในระดับที่คาดหวังผลได้ มีการใช้ระบบนำพาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสู่ผิว มีส่วนผสมของวิตามินอีที่ช่วยเสริมการปกป้องเซลล์ผิวให้ดียิ่งขึ้น เหมาะอย่างมากที่จะใช้ควบคู่ครีมกันแดดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดด

จุดที่อยากติเล้กน้อยคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของขวดที่โปร่งแสง แม้ว่าอนุพันธุ์ของวิตามินซีและการหุ้มแคปซูลจะเสริมความเสถียรได้มาก แต่ถ้าเป้นขวดทึบแสงน่าดีกว่านี้ และจะดีมากขึ้นถ้าไม่มีส่วนผสของสีและน้ำหอม จะได้แนะนำให้กับผู้ที่มีผิว Sensitive ได้อย่างสะดวกใจหน่อย

*Note* เซรั่มตัวนี้เมื่อใช้คู่กับ La Roche-Posay Effaclar Duo[+] มักจะทำให้ทากันแดดแล้วเป็นขุยล่ะ

สำหรับคำถามว่า “จะแพ้มั้ย” “ใช้แล้วอุดตันรึเปล่า?” เป็นคำตอบที่ปูเป้บอกไม่ได้ครับ อาการแพ้เป็นสิ่งที่แตกต่างกันไปในทุก ๆ คน สำหรับการอุดตันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลผิวโดยรวมของแต่ละคนเอง นอกจากนี้คนเรายังไวต่อการอุดตันของสารแต่ละตัวไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นก่อนจะซื้อผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตาม ควรทดสอบและทดลองใช้ก่อนทุกครั้ง

ข้อดี

– วิตามินซี SAP เข้มข้น ในระดับที่คาดหวังผลได้
– การ Encapsulation ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของวิตามินซี
– เนื้อสัมผัสดี ไม่เหนอะ

ข้อเสีย

– มีส่วนผสมของสีและน้ำหอม
– บรรจุภัณฑ์โปร่งแสง

***Sponsored Item***

– SoSkin : Brightness Vitality Serum

Related Posts