เวลาเจอพนักงานขายที่บริการแย่ ๆ กระผมก็จะคิดว่า “การเป็นพนักงานขายเครื่องสำอางที่ดีน่ะ… มันทำยากนักหรือยังไงกัน?” จะว่าไปกระผมก็เคยไป drop ใบสมัครเอาไว้กับบริษัทเครื่องสำอางบ้างเหมือนกัน แต่ดูเหมือนว่า Profile การเป็นเจ้าของ Blog ที่สับแหลกเครื่องสำอางจะเป็นที่หวาดกลัวของแบรนด์เหล่านั้น… (ก็คือไม่มีใครเรียกนั่นแหล่ะ)

หลังจากได้เข้าร่วมงาน Kiehl’s Blogger Party เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ปูเป้ก็ประทับใจในนโยบายของแบรนด์ที่แฟร์กับลูกค้ามาก และพนักงาน KCR หรือ Kiehl’s Customer Representative ก็มีคุณภาพทั้งในด้านการบริการและการให้ข้อมูลเป็นอย่างดี แถมยังกระตือรือร้นในการกระตุ้นให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ก่อนตัดสินใจซื้อด้วย กระผมเล็งเห็นแล้วว่าแบรนด์นี้เน้นและเอาใจใส่ในเรื่องการบริการเป็นอย่างมาก จึงเป็นโอกาสดีที่เดียวที่ปูเป้จะพิสูจน์ตัวเองสักครั้งว่ากระผมสามารถเป็นพนักงานขายเครื่องสำอางที่ดีได้หรือไม่…

หลังจากตัดสินใจลองเกริ่นถามกับทาง Kiehl’s ว่าถ้ากระผมจะขอมาลองฝึกงานเป็น Internship เป็นพนักงาน ดูสักระยะหนึ่งได้หรือเปล่า ทางคุณเต้ ผู้จัดการร้าน และพี่ปู ฝ่าย Training ก็ยินดีให้ปูเป้ได้มาทำตามความฝันและพิสูจน์ตัวเองว่า “หนูทำด๊าย~~~ย”

DAY 1

หลังจากที่ได้เกริ่นเรื่องการขอฝึกงานและแจ้งช่วงเวลาที่ปูเป้ว่างไปให้ทาง Kiehl’s ทราบแล้ว ก็ได้เริ่มฝึกงานในวันที่ 16 กันยายน 2552 เป็นวันแรก

วันแรกของการทำงานนั้นเริ่มด้วยการศึกษาคู่มือการอบรม Kiehl’s Customer Representative Basic Training ที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายและหลักการบริการที่ดีเลิศตามแบบฉบับของ Kiehl’s โดยมีพี่ปู ให้เกียรติมาเทรนตัวต่อตัวกันเลยทีเดียว (ตอนแรกนึกว่าจะมีการอบรมรวมกันหลายคนที่สำนักงานใหญ่ แบบนี้ก็แอบหลับไม่ได้เลย 😛 )

การจำลองสถาณการณ์ สวมบทบาทสมมุติ หรือ Role Playing จะช่วยฝึกไหวพริบและเตรียมความพร้อมในการต้อนรับลูกค้าจริงได้ พี่ปูเลยขอสาธิตเป็นกรณีพิเศษกับพี่เต้ผู้จัดการร้าน โดยพี่ปูแสดงเป็นลูกค้า (ระดับความยาก Level 99 ที่จุกจิกมาก!!!!) เล่นเอาพี่เต้ ผู้จัดการร้านถึงกับสาธิตไปมือสั่นไป (ฮา) แต่ก็มีประโยชน์กับปูเป้มากเลยขอรับ (จะได้เตรียมตัวรับมือเอาไว้ล่วงหน้า)

 

(พี่ปู กับ ปูเป้ในแบบฟอร์มของ Kiehl’s Customer Representative)
หลังจากที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับนโยบายคร่าว ๆ แล้วก็รู้สึกดีใจที่เลือกมาฝึกงานกับ Kiehl’s เพราะว่านโยบายหลักจะมุ่งเน้นไปที่การบริการและการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ตรงไปตรงมา แถมยังบังคับให้พนักงาน KCR ทุกคนต้องทำศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับส่วนประกอบหลักของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นที่มีจำหน่ายในร้านอีกด้วย (ซึ่งก็มีเยอะมาก~~~ก)

 

(เห็นตัวเองเซ็ทผมเปิดหน้าผากแล้วใส่แว่นแบบนี้ดู Nerd มากเลย =_=a)
พี่ ๆ KCR ทุกคนใจดีและให้การต้อนรับปูเป้เป็นสมาชิกใหม่ของร้านอย่างอบอุ่น ถึงกระผมจะเคยทำงานด้านการบริการในโรงแรมมาก่อน แต่การบริการในลักษณะการขายหน้าร้านแบบนี้เป็นเรื่องที่ใหม่และไม่เคยสัมผัสมาก่อน จึงต้องอาศัยให้พี่ ๆ KCR ทุกคนคอยช่วยให้คำแนะนำและคำปรึกษารวมถึงตอบข้อสงสัยต่างๆ ได้หลายเรื่องทีเดียว

หลังจากอบรมพื้นฐานเกี่ยวกับคุณค่าอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์จากพี่ปูและพี่เต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว กระผมก็ต้องเริ่มจดจำรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ จุดเด่นหรือคุณสมบัติหลักของสินค้าตัวนั้น ๆ ราคา ส่วนผสม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะสินค้าของ Kiehl’s มีผลิตภัณฑ์บำรุงตั้งศีรษะจรดปลายเท้าทั้งหมดในร้านรวม ๆ กันเกือบร้อยชนิด… ถึงพี่ ๆ KCR จะบอกว่า 7 วันแรกยังจำได้ไม่หมดก็ไม่เป็นไร… แต่ปูเป้จะท้าทายตัวเองด้วยการจำรายละเอียดผลิตภัณฑ์ทั้งร้านให้ได้ในเวลา 7 วัน (กล้ามากเลยเนอะ)

วันนี้ปูเป้ยังไม่ได้ขายของ เพราะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฏระเบียบพื้นฐาน นโยบายการบริการให้ดีก่อน แล้วค่อยมาศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด โดยเริ่มจาก Lip Balm สารพัดสูตรในร้านเพราะเป็นสินค้า Basic ที่ทุกคนชื่นชอบ (แอบติดใจ Kiehl’s Lip Balm #1 กลิ่น Mango อย่างแรง หอมน่าหม่ำม๊าก~~~ก ปูเป้ฉก Tester ในร้านมาทาทั้งวันเลย)

จบวันแรกขอบอกว่าสนุกดี แต่….เมื่อยโคตร!!!! ปวดหลังด้วย กลับถึงบ้านรีบเอาขาแช่ในถังน้ำอุ่นโดยด่วน วันนี้ใส่เจลเพื่อเซ็ทผมให้ดูเรียบร้อยหน่อย แต่เจลใส่ผมของพี่ชายทำเราสิวขึ้น!!! เครียดเลย… ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากสาปแช่งเจลเฮงซวยหลอดนั้น + โปะ BHA + Eryacne + Benzac AC + ภาวนาให้สิวยุบเร็ว ๆ แล้วก็เข้านอน

DAY 2

พึ่งได้นอนตอนตีหนึ่งแต่ก็ต้องตื่นตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพราะว่าวันนี้ต้องเข้าฝึกตั้งแต่ 11 โมง (เล่นเอาเบลอเลยเพราะนอนไม่ครบ 8 ชั่วโมง) แอบดีใจนิดหน่อยที่หัวสิวปูด ๆ เมื่อวานเริ่มแห้งแล้ว แต่สังเกตว่าเริ่มมีจ้ำแดง ๆ เกิดขึ้นบ้าง คาดว่าเย็นนี้มันคงเป็นสิวปูดแดงอย่างแน่นอน (เพราะไอ้เจลบ้านั่นแท้ ๆ เชียว) วันนี้เลยไม่ใส่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมใด ๆ ทั้งสิ้นเพราะไม่อยากสร้างปัญหาให้กับใบหน้าเพิ่มเติม

การมาฝึกงานคราวนี้ปูเป้ต้องทำเหมือนพนักงานทุกอย่างโดยไม่มีข้อยกเว้น มีการตอกบัตรลงเวลาเข้า – ออก ต้องมาเข้างานก่อนเวลา 30 นาที มีเวลาพัก 1 ชั่วโมงต่อวันเพื่อไปทานข้าว ไม่มีสิทธิพิเศษอื่นใด (เพราะบอกเอาไว้แล้วว่าไม่ต้องเกรงใจ ปูเป้ขอประสบการณ์แบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ) ก็รู้สึกว่าชีวิตมีระบบดีหลักจากทางงาน Freelance ที่อิสระมาเป็นเวลานาน

ในวันที่สองนี้กระผมก็เริ่มทดลองผลิตภัณฑ์แต่ละตัวของร้านไปเรื่อยๆ โดยจะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าก่อน ซึ่งในวันนี้ก็เก็บข้อมูลเรื่องราคา ส่วนประกอบ แล้วก็คุณสมบัติหลักของกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว แต่พอถึงเวลาโดนถามแบบไม่ทันตั้งตัวก็ต้องใช้เวลานึกนานหน่อย (มันเยอะอ่ะ สับสน) จะพยายามทำให้ดีขึ้นกว่านี้

 

(วันนี้ปล่อยผมตามสบายตามปกติ ดูแล้วค่อยชินตาหน่อย)
ในวันนี้ได้ลอง Role Playing กับพี่เต้ดูด้วย ก็พบว่าการแนะนำสินค้ากับลูกค้าให้ได้ตามมาตรฐานของ Kiehl’s นั้นไม่ใช่เรื่องหมู ๆ อย่างที่เคยคิดเอาไว้ เพราะต้องวางตัวอย่างมืออาชีพตลอดเวลา ต้องใช้ภาษาที่สุภาพ ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วก็ต้อง Link การใช้ผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับสภาพผิวและความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้อย่างถูกต้องแม่นยำ แต่ด้วยความที่ Kiehl’s มีผลิตภัณฑ์เยอะมาก~~~~ก การจะ Link เชื่อโยงการใช้ผลิตภัณฑ์จึงเป็นเรื่องที่ยากในระดับหนึ่ง แต่คาดว่าเมื่อทำความเข้าใจและเก็บรายละเอียดข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมดแล้วจะทำได้ดีขึ้น (หวังว่านะ)

โจทย์ในวันนี้ของพี่เต้และพี่ปูคือ อย่างน้อยปูเป้จะต้องแนะนำผลิตภัณฑ์ยอดนิยมอย่าง Lip Balm และผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ล่าสุดอย่างชุด Rare Earth ที่เน้นในเรื่องการดูดซับความมันส่วนเกินและคุมความมันบนผิวให้กับลูกค้าได้

 

(Display ของ Rare Earth ดูน่ารักดีเนอะ)
การต้อนรับลูกค้าเป็นครั้งแรกนั้นตื่นเต้นมากกกก จนมือสั่นตอนบีบ Lip Balm ลงบนหลังมือของลูกค้าเพื่อให้ลองดมกลิ่น ลูกค้าหัวเราะด้วย… แต่เขาก็ซื้อนะ (ดีใจ) วันนี้โดยรวมก็ถือว่าทำได้ดีสำหรับคนที่พึ่งเริ่มรับลูกค้าเป็นวันแรก แอบทำพลาดไปสองครั้งตอนที่บอกราคาผิดกับลูกค้าคนจีน แล้วก็เรียกชื่อผลิตภัณฑ์ผิดตอนเช็คของ ก็ขอโทษกันยกใหญ่แต่คุณลูกค้าก็น่ารักมากเลยขอรับที่ไม่ถือสามือใหม่อย่างปูเป้

วันนี้เจอนักท่องเที่ยวฝรั่งคู่หนึ่งมาถามทางไป Siam Center ซึ่งเราก็บอกทางไปตามปกติ แต่ดูเหมือนเขาจะยังสับสน ปูเป้เห็นว่าทางเชื่อมระหว่าง Paragon กับ Siam Center ก็ไม่ไกลจาก Shop มากนัก ช่วงนั้นไม่มีลูกค้าและพนักงาน KCR ก็อยู่กันครบ เลยขออาสาพาไปส่งถึงที่ ระหว่างทางก็คุยเรื่อยเปื่อยว่ามาเมืองไทยครั้งแรกหรอ ชอบอะไรเกี่ยวกับเมืองไทยบ้าง อาหารอร่อยถูกปากไหม บลา ๆ ๆ ฝรั่งคู่นั้นดู Happy มาก ซึ่งทำให้กระผมรู้สึกดีที่ได้ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี อยากให้เขาประทับใจความมีน้ำใจของคนไทยและกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก ซึ่งปูเป้ก็ต้องยกความดีส่วนหนึ่งให้กับนโยบายของ Kiehl’s ที่บอกว่า “แบรนด์ของเราไม่เน้นขายของหรือยอดขายอย่างเดียว แต่เราต้องเป็นผู้ให้ที่ดีเพื่อตอบแทนสังคมด้วย” ที่เปิดโอกาสให้พนักงาน KCR สามารถช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนได้แม้จะไม่ใช่ลูกค้าที่มาซื้อของก็ตาม

ในวันนี้ปูเป้ก็ตีโจทย์ที่พี่เต้ให้ไว้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และเริ่มชินกับการรับลูกค้ามากขึ้น ตั้งเป้าไว้ว่าพรุ่งนี้จะต้องจะรายละเอียดของ Facial Care ให้ได้ทั้งหมด สู้เว๊ย!!!

PS. ยังคงเมื่อยขาและปวดหลังอยู่เหมือนเดิม แต่คาดว่าคงชินในอีก 1 สัปดาห์ และรอยจ้ำแดงตอนเช้าก็กลายเป็นสิวปูดแดงแป๊ดเมื่อย่ำค่ำตามที่คาดเอาไว้เป๊ะ

DAY 3

วันนี้ต้องตื่นเช้าหน่อยเพราะว่าป๊ะป๋าจะไปเที่ยวดูไบ (รีบตื่นมาพิมพ์รายการของฝาก… อย่างน้อยก็ขอให้ได้แว่นกันแดด Oakley มาสักอันก็ยังดี) ได้เวลา 11 โมงเข้าร้านก็เริ่มทวนข้อมูลของสินค้าศึกษาไปของวันก่อน แล้วก็เริ่มเก็บข้อมูลสินค้าตัวอื่น ๆ โดยพี่ ๆ KCR จะให้ข้อมูลเรื่องราคา จุดเด่นและจุดขายของผลิตภัณฑ์แต่ละตัว แนวทางในการจูงใจลูกค้า แล้วก็ข้อมูลปลีกย่อยอื่น ๆ ส่วนปูเป้ก็จะให้ข้อมูลเรื่องสูตรผสมต่าง ๆ ไปเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เรียกได้ว่าการมาฝึกงานครั้งนี้ทั้งปูเป้และพนักงาน KCR ต่างได้รับประโยชน์กันถ้วนหน้า

วันนี้เจอผลิตภัณฑ์ตัวที่น่าสนใจ (เก็บไว้เป็น Wish List) อีก 2 ตัวก็คือ Lip Balm SPF15 – Hue 30G ที่มีส่วนผสมโดยรวมก็ปลอดภัยดี

เสียอย่างเดียวตรงที่กัน UVA ได้ไม่ครบ แต่ชอบมากตรงที่มันเจือสีแบบอ่อน ๆ ทำให้ริมฝีปากดูมีสีแดงระเรื่อดูสุขภาพดีมีเลือดฝาด (อะไรทำนองนั้น) เนื้อก็เนียนลื่นทาง่ายดีไม่เหนียวหนึบ ๆ เหมือน Lip Balm แบบเจือสีบางยี่ห้อที่เคยใช้ (อันนั้นนี่เหนียวเหมือนกาวดักหนูเลย)

ส่วนอีกตัวก็คือเทียนหอมแบบ Limited Edition กลิ่น Pear Tree Corner (ร้าน Kiehl’s สาขาแรกที่ NY ตั้งอยู่บนหัวมุมถนนที่มีต้น Pear อยู่ เลยเรียกสี่แยกตรงนั้นว่า Pear Tree Corner นั่นเอง) ดมกลิ่นแล้วเคลิ้มเพราะชอบกลิ่นแนวผลไม้เย็น ๆ หอมสะอาดแบบนี้มาก แต่ราคาแพงกระอักเลือดอยู่เหมือนกัน (แพงว่า Jo Malone อีก) เคยคุยกับกอฟ (BIZZARE) เรื่องเทียนหอมราคาแพงกับถูก ๆ ตามตลาดนัดมันต่างกันอย่างไร กอฟบอกว่าของแพงและคุณภาพดีหน่อยกลิ่นจะทนมาก ตั้งทิ้งไว้นานเป็นปีก็ยังมีกลิ่นอยู่ แต่ของถูกวางไว้ไม่กี่เดือนกลิ่นก็หายหมดแล้ว… อันของถูกอันนี้เคยประสบมากับตัวเพราะซื้อมาเก็บไว้เผื่อใช้ในโอกาสพิเศษ แต่พอจะใช้จริงๆ กลิ่นมันหายไปหมดเลย แต่ของแพงยังไม่เคยซื้อแฮะ… อยากได้….แต่ก็แพงจัง…. แต่ก็อยากได้… (เอาเป็นว่าช่วงฝึกงานก็ดมมันไปทุกวันก่อนละกัน จบแล้วถ้ายังไม่เบื่อก็ค่อยควักเงินซื้อเพราะแปลว่าอยากได้จริง ๆ)

โดยรวมวันนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรมากเพราะว่าพี่เต้ค่อนข้างจะยุ่งเนื่องจากสัปดาห์หน้าจะมีการจัดกิจกรรมกันนิดหน่อย เลยไม่ได้เทรนอะไรกันมากนัก กระผมก็เลยตักครีม กดเซรั่ม โลชั่นมาปาดลอง Texture และ กลิ่นดูไปเรื่อย ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการแนะนำผลิตภัณฑ์แก่ลูกค้า

ช่วงประมาณ 6 โมงรู้สึกว่าง่วงมากจนเกือบจะ Shutdown หรือเข้า Sleep Mode ในร้านกันเลย เพราะว่าไม่ค่อยมีลูกค้าเท่าไหร่ (แปลกนะ วันศุกร์แท้ ๆ) พอถึงเวลา 2 ทุ่มครึ่งเลิกงานก็รีบบึ่งกลับบ้านมาฟุบหลับก่อนแปปนึงค่อยตื่นมาอาบน้ำล้างหน้า อัพเดทไดอารี่แล้วก็นอนต่อ

อ้อ… วันนี้มีแฟนบล้อกที่เป็นลูกค้าประจำของ Kiehl’s โทรมา Say Hello ด้วย ประหลาดใจ+ดีใจจริง ๆ เลย ยังไงถ้าใครแวะผ่านไปที่ Kiehl’s สาขา Siam Paragon ก็แวะมาพูดคุย ทักทายปูเป้บ้างนะขอรับ 😀

DAY 4

DAY 4
วันนี้เจอลูกค้าจาก USA ที่มีอายุหน่อย มากับแฟนที่เป็นคนไทยมาแวะดูของที่ร้าน เขาบอกว่าเขาใช้ Kiehl’s มานานแล้วชอบซื้อกลับมาฝากแฟนประจำและดีใจที่เมืองไทยก็มี Shop แล้วเลยแวะมาดูสักหน่อย แต่พอถามราคาเขาก็ตกใจว่าทำไมถึงแพงกว่า USA ประมาณ 40% ได้ เราก็อธิบายไปว่าประเทศไทยภาษีนำเข้าเครื่องสำอางสูงถึง 40% เลยทีเดียว แล้วไหนจะค่าขนส่งอีกซึ่งเขาก็เข้าใจ แต่เราก็แนะนำว่าในเอเชียของเราจะมีผลิตภัณฑ์ที่ Exclusive เฉพาะในแถบนี้ไม่มีใน USA ด้วยนะ ก็เลยพาคุณลูกค้าเดินไปยลโฉม


ถึงจะบอกว่ามี Mexoryl® SX และ XL แต่สารกันแดดหลักเป็น OMC + TiO2

ไลน์ Ultimate White มีขายเฉพาะใน Asia อย่างแน่นอน (เพราะฝรั่งไม่ค่อยสนใจไวท์เทนนิ่งกัน) แต่ก็มีผลิตภัณฑือีกตัวที่ไม่มีจำหน่ายใน USA ก็คือครีมกันแดด Nymphaea Alba UV Shield SPF 35

เขาก็สงสัยและถามทันทีว่า “Why?”
อืม… หลังจากผ่านลูกค้าฝรั่งมาหลายคน เวลาเราอธิบายและให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ว่าช่วยเรื่องนี้ ดีอย่างนั้น เขาจะถามเลยว่า Why? เพราะต้องการรู้ว่ามันให้ผลดีแบบนั้นด้วยเหตุผลอะไร มีหลักการหรือการทำงานแบบใด เป็นคำถามสั้น ๆ 1 พยางค์แต่คำตอบนั้นยาวเหยียดเป็นไมล์เลยทีเดียว

โชคดีที่ปูเป้เคยทำข้อมูลเรื่องกันแดดลง Blog มาเป็นอย่างดีเลยอธิบายได้ว่าเพราะกันแดดตัวนี้มีส่วนผสมของ Drometrizole TriSiloxane หรือ Mexoryl® XL ซึ่งยังไม่ผ่านการ Approve จาก US FDA นั่นเอง

เขาก็ถามต่อว่า Why?
ไม่เป็นไรเรื่องนี้ก็ตอบได้… อธิบายไปต่อว่าเพราะ US FDA มีการอนุมัติสารกันแดดตัวใหม่ ๆ ที่ช้ามากเมื่อเทียบกับประเทศในแถบเอเชียหรือยุโรปที่มีสารกันแดดตัวใหม่ ๆ มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสี UVA ได้ดี
พอได้คำตอบอย่างละเอียดเขาก็ดูมีสีหน้าที่พอใจ ก็ให้ทดลองว่าเนื้อเป็นแบบ Fluid ที่เบาหน่อย (แต่ราคาไม่เบาเท่าไหร่นะ) เขาก็ซื้อตัวนี้พร้อมกับ Lip Balm #1 ไป …ทำให้คิดว่าถ้าพนักงานขายมีความรู้เรื่องสินค้าเป็นอย่างดี สามารถตอบข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ทั้งหมดก็จะทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นและตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น

วันเสาร์ลูกค้าเยอะมากเลยทีเดียว คาดว่าเป็นเพราะข้างนอกฝนตกหนักเหมือนก๊อกรั่ว (น้ำท่วมสยามสแควร์เลย น่ากลัวมาก) เป็นอานิสงส์ให้ลูกค้ามาเดินช็อปปิ้งในห้างกันเยอะเพราะว่าไปไหนไม่ได้ วันนี้เจอลูกค้ามาเป็นครอบครัวอยู่กลุ่มหนึ่ง คุณพ่ออยากหาแชมพูช่วยลดอาการคัน ก็เลยแนะนำเป็นสูตรที่ผสม Zinc เพื่อลดรังแคและอาการคันหนังศีรษะได้ แต่เขาบอกว่าไม่แน่ใจว่าจะแพ้รึเปล่า จะได้ผลไหม เราก็อยากให้ Sample แต่ว่ามันไม่มีสำหรับตัวนี้ เลยพยายามสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมว่าอาการคันเป็นเพราะหนังศีรษะแห้งหรือเปล่า ใช้คอนดิชันเนอร์หรือครีมนวดผมบ้างไหม? ก็ตามสไตล์คุณผู้ชายที่ไม่ชอบอะไรยุ่งยาก ใช้แต่แชมพูไม่ลงครีมนวดผมเลย กระผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นเพราะหนังศีรษะแห้งเลยทำให้คัน เลยลองให้แชมพูสูตรที่อ่อนโยนหน่อยเป็น Sample ไปลองใช้ เพราะเราไม่อยากบังคับให้ซื้อไปโดยที่ลูกค้ายังไม่แน่ใจ พร้อมบอกไปว่าถ้าไม่ชอบก็สามารถแวะกลับมารับ Sample ของแชมพูตัวอื่น ๆ ที่มีไปทดลองใช้เพิ่มได้… จากนั้นไม่นานคุณแม่ก็พูดแทรกขึ้นมาเลยว่าอย่างนั้นรบกวนดูผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเรื่องสิวให้ลูกชายหน่อย

Ultra Facial Cleanser เป็นเจลล้างหน้ามาตรฐานที่ใช้ได้กับเกือบทุกสภาพผิวและมีส่วนผสมปลอดภัยดี

เราก็สังเกตอาการแล้วก็สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เห็นว่าจะมีสิวอักเสบเฉพาะบริเวณแก้มและมีรอยหลุมบ้างแต่ตรงหน้าผากกลับไม่ค่อยมีปัญหาทั้ง ๆ ที่ไว้ผมปิดหน้า จึงถามเพิ่มเติมว่าเปลี่ยนปลอกหมอนบ่อยหรือเปล่า? ปกติจะบีบหรือแกะสิวบ้างไหม? ก้ได้คำตอบว่าไม่ค่อยได้เปลี่ยนปลอกหมอนและแกะสิวด้วย (คุณแม่หัวเราะเลย)

เราก็แนะนำขั้นตอนพื้นฐานไปให้ว่าต้องเริ่มต้นที่การทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยนหน่อย คิดว่าเป็นน้องผู้ชายไม่น่าจะชอบอะไรที่หนักผิวหรือทิ้งฟิลม์ลื่นๆ เลยเลือกเป็ร Ultra Facial Cleanser ให้ เพราะเป็นเจลล้างหน้าที่ใช้สารทำความสะอาดอ่อนโยน ไม่มีสารก่อการระคายเคือง ไม่มีสีและน้ำหอม แล้วก็ทำความสะอาดได้ดี ไปพร้อมกับใช้ Dermatologist Solutions Blemish Control Daily Skin-Clearing Treatment ที่มี BHA เพื่อลดการอุดตันและลดการอักเสบของผิว ถึงค่า pH จะทำให้มันผลัดเซลล์ผิวได้ไม่ดีมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นตัวที่โอเคสุดแล้วในเรื่องสิวอุดตันของ Kiehl’s (กฎของพนักงานคือ KCR ไม่สามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ยาได้ และไม่สามารถแนะนำหรือโจมตีแบรนด์อื่นได้เช่นกัน) ตัวแต้มสิวอักเสบก็แนะนำเป็น Blue Herbal Spot Treatment ไปเพราะตัวนี้มี BHA 1.5% วัดค่า pH แล้วว่าเป็นกรดประมาณ 3.5 จึงมีประสิทธิภาพจริง แต่ก็มีแอลกอฮอล์ด้วย จึงย้ำว่าให้แต้มเฉพาะหัวสิวที่อักเสบอย่างเดียวเพราะไม่อยากให้ผิวส่วนอื่นระคายเคือง

ทั้งคุณน้องและคณแม่ก็เห็นดีเห็นงามแต่ก็ถามว่ามีเจลล้างหน้าของหมออยู่แล้วจำเป็นต้องซื้อเจลล้างหน้าตัวนี้รึเปล่า ปูเป้ก็บอกว่าถ้าเป็นของหมอก็น่าจะอ่อนโยนนะ ดังนั้นยังไม่ต้องซื้อตอนนี้ก็ได้ วันนี้จะให้ Sample ของตัวล้างหน้าไปลองก่อน ถ้าเจลล้างหน้าของหมอหมดแล้วรู้สึกชอบเจลล้างหน้าของ Kiehl’s มากกว่าค่อยมาซื้อก็ได้ เอาแต่ของที่จำเป็นไปก่อน ก็ดูว่าเขาจะพอใจมากทีเดียว จบการขายด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ซื้อของ Sample ที่ให้ไป ย้ำกับคุณน้องด้วยว่าต้องดูแลผิวอย่างอ่อนโยนนะ อย่าล้างหน้าแรงหรือทำรุนแรงกับผิวนะ เดี๋ยวสิวจะอักเสบมากขึ้น ให้แคตาลอคแล้วก็เบอร์ติดต่อกับทางร้านไว้ด้วย ถ้ามีปัญหาอะไรหรือมีข้อสงสัยในการในการใช้ผลิตภัณฑ์หรือการรักษาสิว โทรหาปูเป้ได้เลย (จริง ๆ ก็อยากให้ URL ของ Blog ไปอ่านนะ แต่กลัวจะขัดกับนโยบายของพนักงาน)

เป็นอีกบทเรียนหนึ่งว่าการไม่ยัดเยียดการขายให้ลูกค้ามากเกินไป มีความเข้าใจในปัญหาของเขาและจริงใจในการช่วยเหลือ ลูกค้าจะประทับใจและซื้อสินค้าด้วยความยินดี

วันนี้เป็นวันที่สนุกสนานอีกหนึ่งวัน ลูกค้าเยอะได้แนะนำได้พูดคุยหรือให้คำปรึกษาเกือบทั้งวันจนไม่มีเวลาให้นั่งเบื่อ ไม่แน่ใจยังไม่อยากตัดสินใจซื้อก็หา Sample ที่เหมาะสมให้ ทุกคนดูพึงพอใจกับการบริการของและมีรอยยิ้มบนใบหน้า มันก็ทำให้เรารู้สึกชื่นใจเนอะ เลิกงานไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วก็กลับบ้านหลับเป็นตายอีกหนึ่งวัน…

DAY 5

วันนี้ได้รับลูกค้าคนญี่ปุ่น เขาก็พยายามพูดภาษาอังกฤษถามว่ามีผลิตภัณฑ์ประเภทหนึ่งหรือไม่… ซึ่งปูเป้ฟังไม่ออก (ภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นเป็นอะไรที่นรกสุด ๆ แล้ว) ทั้งเดาคำ ใช้ภาษมือไปประมาณ 5 นาทีได้กว่าจะรู้ว่าเขามาหา Bath Salt (แต่เขาออกเสียงประมาณ 6 พยางค์ได้) สรุปคือทาง Kiehl’s ไม่มีเกลือใส่อ่างแช่น้ำลุกค้าเลยเดินออกไป…

ทุก ๆ วันเสาร์และอาทิตย์ (หรือวันที่มีโปรโมชั่นพิเศษ) ที่ Shop จะมีหนุ่ม Kiehl’s Boys มายืนแจกแผ่นพับ ใบปลิว พร้อมกับเครื่องดื่มหรือขนมตามคอนเซปต์ของผลิตภัณฑ์ที่เป็น Highlight ในเดือนนั้น ๆ

เดือนนี้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Rare Earth ซึ่งมีส่วนผสมหลักเป็นโคลนขาวจากลุ่มน้ำอเมซอน เลยต้องติดขนนกด้วย… (แอบสงสารหนุ่ม ๆ เล็กน้อยแต่ก็ยังดีที่พี่ปูไม่ให้ติดแพนหางนกยูงเป็นอัลคาซ่าร์แทน…)


คนนี้หน้าหวานมาเชียว แต่ก็พยายามไว้เคราแพะให้ดูคมเข้มมากขึ้น (ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนะ พยายามต่อไปละกัน เอิ้ก ๆ)

หลังจากขึ้นวันที่ 5 ปูเป้ก็เริ่มเข้าใจพฤติกรรมของผู้ซื้อมากขึ้นว่ามีหลากหลาย บางคนไม่ชอบให้อธิบายหรือพูดอะไรมาก หยิบ ๆ ๆ แล้วจ่ายเงินเปิดตูดไปเลยก็มี บางคนถามมันทุกอย่างแต่ไม่ซื้อเลยก็มี บางคนชอบความเป็นส่วนตัวไม่ชอบให้คุยไม่ชอบให้เดินตามก็มี ส่วนใหญ่ลุกค้าคนเอเชียจะชอบดูของเองเงียบ ๆ ลูกค้าต่างชาติอย่างฝรั่งก็มักจะมี Target ของเขาอยู่แล้วชอบอ่านฉลากเองมากกว่าถามเรา แต่ถ้าเราพิสูจน์ตัวเองได้ว่าชั้นเนี่ยพูดกับยูรู้เรื่องนะ เขาจะเริ่มคุยจนตอบแทบไม่ทัน…

วันนี้ได้รับลูกค้าเป็นคุณผู้ชายอายุน่าจะห่างกันไม่มาก เป็นลุกค้าของ Kiehl’s มานานแล้ว (สังเกตจากแสตมป์สะสมแต้ม แทบจะเต็มแล้ว) วันนี้ก็มาซื้อผลิตภัณฑ์ตัวที่เขาชอบก็คือ Dermatologist Solutions Blemish Control Daily Skin-Clearing Treatment อย่างเดียว แต่สังเกตว่าผิวจะดูค่อนข้างมัน เลยแนะนำว่าสนใจจะดูแลในเรื่องของความมันบนใบหน้ารึเปล่า ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ช่วยในเรื่องของการดูดวับความมันส่วนเกินได้ด้วย เลยแนะนำเป็นชุด Rare Earth ไปเพราะมีส่วนผสมของโคลนและผงแป้งดูดซับความมันและไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมด้วย ตอนนี้มีชุดพิเศษราคา 7,700 ก็คือได้ Rare Earth ครบชุด พร้อม Dermatologist Solutions Blemish Control Daily Skin-Clearing Treatment พร้อมได้อายครีมขนาดเต็มกับของอีกหลายชิ้นไปด้วย

เขาบอกว่ามันดูเยอะจัง เราก็เข้าใจไปว่าผู้ชายคงไม่ชอบอะไรยุ่งยาก เลยแนะนำว่าอย่างนั้นรับแค่ Mask ไปพร้อมตัว Blemish Control ไปละกัน เพราะเรามั่นใจว่าใช้คู่กันแล้วจะได้ผลที่พึงพอใจ (ปูเป้ได้ Mask ของ Rare Earth มาใช้กระปุกนึง ลองควบคู่กับ BHA ก็รู้สึกว่ามันช่วยทำให้หัวสิวอุดตันหลุดง่ายขึ้นแล้วก็ให้ Feel ที่ดี ส่วนผสมก็ปลอดภัยด้วย) ถ้ามี Sample ของตระกูล Rare Earth มาเมื่อไหร่ก็กะว่าจะโทรไปบอกให้มาลองเอาไปใช้ดู จู่ ๆ คุณลูกค้าก็บอกว่างั้นเอายกชุดเลยละกัน ก็ทำเอาปูเป้อึ้งไปเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนใจก็ไม่รู้เนอะ ก็จัดผลิตภัณฑ์ให้ตามความต้องการ แอบสังเกตสภาพผิวและผมด้วยก็ให้ Sample ของผลิตภัณฑ์โกนหนวดสำหรับผิว Sensitive ไป (เพราะเห็นว่าเป็นสิว ไม่อยากให้ใช้อะไรที่ระคายเคือง) กับผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมไปด้วย (คิดว่าผู้ชายผมสั้นคงใช้กันทุกคน) แต่ตอนอธิบายขั้นตอนการใช้เห็นเขาหาวนิดนึงด้วย ไม่รู้ว่าเราทำอะไรไม่ดีรึเปล่า ยังไงถ้าคุณลูกค้าคนนั้นแวะเข้ามาอ่านก็ Comment ติชมได้นะขอรับว่าปูเป้บริการดีหรือไม่ดีอย่างไร จะได้นำไปปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น

ผลิตภัณฑ์ของ Kiehl’s ที่ปูเป้เลือกขึ้นมาในวันนี้เพราะเห็นว่ามันดูแปลกดีนะ ก็คือ Calendula Herbal-Extract Alcohol-Free Toner หรือที่ปูเป้เรียกติดปากว่า “โทนเนอร์เก๊กฮวย” เพราะกลิ่นมันเหมือนกันเด๊ะ (แถมสีก็เหมือนอีก)

ในขวดจะมีกลีบดอก Calendula นอนอยู่ที่ก้นด้วย (โชว์ว่าของชั้นนี่ธรรมชาติจริงนะเออ) แต่จากส่วนผสมแล้วมันก็มีแค่ น้ำ + Slip Agent + สารกันเสีย แล้วก็น้ำมันสกัดจากดอก Calendula แล้วก็สารลดการระคายเคืองอื่นๆ นิดหน่อย ซึ่งมันค่อนข้างดูธรรมดานะเมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายไป แต่ตัวนี้ก็ขายดีและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้ามากเพราะเขาบอกว่าอ่อนโยน (ก็แหงล่ะ มันไม่ค่อยมีอะไรเลยนี่นา) บางคนบอกว่าใช้แล้วเหมือนผดผื่นจะลดลงด้วย ซึ่งปูเป้ก็โอเคนะ อย่างน้อย Calendula ก็มีข้อมูลนิดหน่อยว่าช่วยในเรื่องลดการอักเสบ ลดการระคายเคือง และต้านอนุมูลอิสระได้จริง แต่กระผมก็คิดในใจว่าแบบนี้เอาน้ำร้อนมาแช่ดอก Calendula แล้วเติมน้ำมัน Calendula กับ Glycerin ลงไปมันจะได้ผลเหมือนกันไหมเนี่ย??? แต่อย่างน้อยมันก็เป็นโทนเนอร์ที่ปราศจากแอลกออล์ น้ำหอม แล้วก็ดูไม่มีพิษมีภัยกับผิวเท่าไหร่ (ยกเว้นจะแพ้พวกดอกไม้หรือพืชในตระกูลเดียวกันกับ Calendula)

อีกตัวก็คือ Yerba Mate’ Tea Lotionที่ทางแบรนด์บอกว่าสารสกัดจากชา Yerba Mate มีวิตามินและแร่ธาตุสูงถึง 24 ชนิด ชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ดื่มเพื่อสุขภาพกัน ก็ฟังดูน่าสนใจนะ แต่จากการหาข้อมูลก็ยังไม่รู้ว่าเจ้า Yerba Mate มันมีประโยชน์อะไรเวลาทาลงบนผิว แต่ถ้ามันมีวิตามินเยอะอย่างที่อ้างก็คงจะมีประโยชน์บ้างแหล่ะ (กระผมไม่ขอยืนยัน) ที่น่าสนใจคือมันเป็นเนื้อโลชั่นที่เหมาะกับผิวธรรมดาถึงผิวผสมที่มีส่วนผสมของสารแอนติออกวิแดนท์ สารให้ความชุ่มชื้นและสารลดการระคายเคืองมาให้ด้วย มี Cell-Signaling Substance มาอีกนิดหน่อย บรรจุภัณฑ์เหมาะสม ปริมาณก็ถือว่าเยอะอยู่เหมือนกัน ไม่มีส่วนผสมของ Fragrance แต่มี Plant Extract ที่ให้กลิ่นหอมห้อยท้ายมาอยู่ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร (ไม่มีก็จะดีกว่านะ…) ค่อนข้างสนใจเลยขอ Sample มาลองใช้ดู ไว้จะมาอัพเดทให้วันหลังว่ารู้สึกชอบหรือไม่อย่างไรนะขอรับ

วันนี้เริ่มชินกับการยืนทั้งวัน ไม่ปวดหลังหรือปวดขาแล้ว การขายโดยรวมก็คล่องมากขึ้น เริ่มใช้ระบบเก็บข้อมูลของร้านเป็นแล้ว แต่อยากจะปรับปรุงในเรื่องของการพูดให้ช้าลงและชัดเจนมากขึ้นกว่านี้ เพราะรู้สึกว่าตัวเป็นคนพูดเร็ว กลัวลูกค้าจะไม่เข้าใจ พรุ่งนี้เป็นวันหยุด 1 วันก่อนทำงานลากยาว 8 วันซ้อน กะว่าจะมาเช็คส่วนผสมของ Kiehl’s ทั้งหมดเพื่อจะได้แนะนำผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำขึ้น

PS. สิวอักเสบที่ปูดเพราะเจลใส่ผมในวันแรกตอนนี้แห้งและหลุดเองไปเกือบหมดแล้ว ขอยืนยันว่าสูตรทา Eryacne + Benzac AC นี่จ๊าบจริง ๆ

ตื่นมาเอื่อยเฉื่อยแฉะแบะเพราะจำได้ว่าวันนี้เข้างานบ่ายโมง แต่มานึกขึ้นได้ว่าต้องเข้ามาตอกบัตรเตรียมตัวที่ Shop ก่อนเวลา 30 นาทีเมื่อเวลาประมาณ 11.30 แล้วเลยรีบไปอาบน้ำ ล้างหน้า โกนหนวด แต่รีบมากไปหน่อยโดนบาดจนได้เลือดมา 2 แผล โอ้วเครียด…. (สรุปไปทันเวลาแต่สภาพเยินไปนิด)

วันนี้เริ่มชินกับการฝึกงานและเริ่มมั่นใจในการพูดคุยกับลูกค้ามากขึ้น ไม่มีการสั่นหรือตื่นเต้นแล้ว แต่ก็ต้องคอยเตือนตัวเองให้พูดช้าๆ และชัด ๆ อยู่เป็นระยะ (เพราะเผลอทีไรจะรัวคำพูดจนลิ้นพัน แบบว่าปากมันไปไม่ไวเท่าสมองคิด) ถ้าให้คะแนนตัวเองในการบริการจากเต็มสิบ ในตอนนี้ขอให้ตัวเองแค่ 6.5 เพราะเราตั้งมาตรฐานและเป้าหมายของตัวเองเอาไว้สูงมาก แบบว่าอยากให้พี่เต้และพี่ปูภูมิใจที่สุดส่าห์เสียเวลามาเทรนให้ตัวต่อตัว (ถึงจะเป็นแค่วันแรก ๆ ก็เถอะ) ก็จะพยายามเก็บประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกครั้งนี้ให้มากที่สุด

วันนี้ได้กลับไปทานโรงอาหารพนักงานพารากอนที่โซนลับแลชั้น 4 อีกครั้งหลังจากไม่ได้มากินมาประมาณเกือบ 2 ปีกว่า ๆ (ล่าสุดที่ได้มาทานคือตอนที่เรียน OHAP มาฝึกที่ Oriental Shop พารากอนนี่เอง) ผัดฟักทองยังอร่อยเลิศเหมือนเดิม กุนเชียงถูก ๆ ที่มันเยิ้มก็ยังอร่อยตามสไตล์ของบ้าน ๆ และไข่ดาวยางมะตูมกับข้าวกล้องก็ยังเป็นสร้างความประทับใจแบบเรียบง่ายได้ทุกครั้ง โรงอาหารที่นี่สะอาดในระกับหนึ่ง อาหารรสชาติดีใช้ได้ (เมื่อเทียบกับราคาที่แสนถูก)

หลังจากทวนข้อมูลผลิตภัณฑ์ในวันนี้ก็พบว่าปูเป้ละเลยผลิตภัณฑ์ตัวนึงไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งไลน์เก่า (ที่ถูกอัปเปหิไปขายที่ USA แทนแล้ว) ซึ่งก็คือ Kiehl’s WHITE : Brightening Botanical Hydrating Mask นั่นเอง

มาสค์ตัวนี้ปราศจากส่วนผสมของสี น้ำหอม หรือสารก่อการระคายเคืองที่ต้องกังวลจึงค่อนข้างปลอดภัยกับทุกสภาพผิวแม้แต่ผิว Sensitive เนื้อมาสค์เป็นโลชั่นข้น ๆ หน่อยที่มีตัว Glycerin เป็นตัวหลักในการให้ความชุ่มชื้น และมีสิตามินซีในรูป Ascorbyl Glucoside มาเป็นลำดับที่ 4 ซึ่วงก้ถือว่าน่าประทับใจดีนะ จริงๆ ตัวนี้มีสารสกัดที่มีประโยชน์ในการลดการระคายเคือง ต้านอนุมูลอิสระ และอาจจะช่วยในเรื่องการปรับสีผิวมาให้อีก 4 – 5 ตัว แต่น่าเสียดายที่ปริมาณน้อยกว่าสารกันเสีย ถ้าปรับสูตรสักเล็กน้อย เพิ่มสารสกัดเหล่านี้ให้เข้มข้นกว่าเดิมอีกสักหน่อย นี่จะเป็น Mask ที่ควรได้มงกุฎจากปูเป้ไปครองแล้วล่ะ

ปกติปุเป้จะเลิกฝึกงานตอนประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง เวลาไปตอกบัตรก็ปลอดโปร่งโล่งสบายไร้ผู้คน แต่วันนี้เลิก 4 ทุ่มซึ่งเป็นเวลาเดียวกับพนักงานห้างส่วนใหญ่จึงเจอกับคลื่นมนุษย์เงินเดือนมาแห่กันรุมตอกบัตรเต็มไปหมด…

กลับถึงบ้านเจอปะป๊ากลับมาจากดูไบแล้วพร้อมกับกระเป๋าที่เบาหวิว (แปลว่าไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาเลย….) แถมบ่นว่าของแพงมาก แพงกว่าเมืองไทยอีก ตึกราบ้านช่องโรงแรม 7 ดาวที่เห็นสวย ๆ ในสารคดี พอไปดูของจริงมันก็เท่านั้น… สรุปท่านพ่อไม่ปลื้มอย่างแรง

ว่าจะนอนเร็วเสียหน่อยแต่มะม๊าเปิดรายการ ตี10 ดูอยู่ เห็นตลกและน่าสนใจดีก็นั่งแช่ไปจนเที่ยงคืน สรุปกว่าจะได้นอนก็เกือบตีหนึ่ง (อีกแล้ว)

โดยรวมวันนี้ก็เป็นวันที่แสนสงบสุขอีกหนึ่งวันนะ 😀

ทั้งที่เข้างานบ่ายแต่วันนี้ตื่นตั้งแต่ 6 โมงครึ่งเพราะมีงาน SALE!!!! ของเครือ Loreal นั่นเอง คราวนี้ปูเป้ใช้สิทธิในการเป็น Staff เข้าไปช้อปปิ้งก่อนในรอบ 10.00-11.00 น. ไปถึงประมาณ 9 โมงครึ่งก็พบว่ามีคนมารอล่วงหน้าไปแล้วประมาณ 3 – 4 คน (มารอเข้ารอบพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรกรุงศรี GE เวลา 11.00 – 12.00)


(ตอน 9.30 ก็มีคนมารอแล้วนะเนี่ย)

(สภาพห้องที่จัดงาน SALE ตอนที่ยังไม่ถึงเวลาเปิดประตู โล่งมาก)
โชคดีที่พี่ปูมาถึงพอดีเลยได้พาเข้างานก่อน แต่ถึงได้เข้าก่อนก็ไม่ได้เลือกซื้ออะไรเพราะว่าพนักงานจะต้องประจำหลังเคาเตอร์ก่อนและทำการซื้อพร้อมกันเวลา 10.00 น. สภาพในตอนนี้โล่งมาก (เป็นบรรยากาศที่ไม่เคยเห็นในงาน Sale มาก่อนเลยถ่ายรูปเอามาให้ดูกัน)

พอถึงเวลา 10 โมงตรง ก็ปล่อยให้ Staff เข้ามาจับจ่ายเลือกซื้อกัน ปูเป้ก็ออกตัวจากจุดสตาร์ทไปฉกของที่หมายหัวเอาไว้ตั้งแต่เห็นใน List อย่างรวดเร็ว กฎของงาน SALE คือต้องศึกษาให้ดีว่าสินค้ามีอะไรขายบ้าง จะเอาอะไรแทนในกรณีที่สินค้าตัวที่เล็งไว้เป็นหลักเกิดหมด อย่าอึ้งเอ๋อให้เกิดสุญญากาศไปชั่วขณะ เพราะอาจโดนคนอื่นชิงหยิบตัดหน้าไปก่อนได้ งาน SALE ต้องคิดไว ตัดสินใจไว มือไวเอาไว้ก่อน (จากประสบการณ์กลับบ้านมือเปล่ามาหลายรอบ) ปูเป้ถือคติเจออะไรน่าสนใจให้คว้าเอาไว้ก่อน เอาหรือไม่เอาค่อยไปตัดสินใจก่อนจ่ายเงิน

การมาช็อปงาน SALE ควรมาไวไปไว จ่ายเงินให้เร็วเข้าไว้เพราะไม่งั้นคนจะเยอะมาก งาน SALE ปีนี้ปูเป้ประเดิมเป็นลูกค้าคนแรกของงานเลยน่อ (น่าดีใจไหมเนี่ย) จ่ายเงินเสร็จแล้วก็ไปฝากของเอาไว้ก่อนแล้วก็มาช่วยพี่ฝนขาย Kiehl’s เสียหน่อย

พอถึงรอบของบุคคลที่ถือบัตรเครดิตกรุงศรี GE จะเห็นว่าคนกรูกันเข้ามาเหมือนเขื่อนแตกเบียดเสียดกันมากมาย ลูกค้าถามหา Lip Balm กันเยอะมากแต่ว่าสินค้าตัวนี้ขายหมดอย่างรวดเร็วจริง ๆ และ Lip Gloss สีออกโทนชมพูก็หมดเหี้ยนในไม่กี่นาที นอกนั้นก็ทยอยกันหมดไปทีละอย่างเรื่อย ๆ สินค้าของ Kiehl’s ที่เอามา SALE มีจำกัดเท่าที่เห็น หมดแล้วหมดเลย สินค้าหลายตัวที่ดัง ๆ แต่เอามา SALE ไม่ใช่ว่าเหลือค้างสต็อค แต่เพราะว่ากล่องมันบุบ หรือฉลากชำรุดนิดหน่อย ทำให้ตั้งขายหน้าร้านไมได้เลยเอามา SALE แบบนี้ (เซรั่มวิตามินซี มีมาแค่ 4 ขวดเอง ปูเป้สอยไปหนึ่งขวด ที่เหลืออยากให้คนอื่นได้ใช้บ้าง)

คนเยอะและเสียงดังมาก บางทีต้องแทบตะโดนคุยกับลูกค้าแน่ะ ทั้ง ๆที่อยู่แค่ 10.00 – 12.00 เท่านั้นก็รู้สึกว่าแสบคอ คอแห้งไปหมดแล้ว ขืนอยู่ทั้งวันนี่ต้องตายแน่ ๆ เลย (แต่ก็สนุกดีนะ) วันนี้เจอแฟนบล็อกหลายคนไปตามหาเซรั่มวิตามินซีของ Kiehl’s ด้วย แต่พอพบว่าของหมดทุกคนทำหน้าเสียดายมาก (แบบว่าดูหงอยลงไปเลย) ยังไงช่วงนี้มีโปรโมชั่นของพารากอน Beauty Hall อยู่นะขอรับ ถ้าใช้จ่ายผ่านบัตร KTC หรือ HSBC ก็ได้ Vocher เพิ่มจากปกติไปด้วยนะ (แล้ว Kiehl’s ก็มีโปรโมชั่นพิเศษมากเหมือนกัน ยังไงลองแวะไปสอบถามที่ Shop ได้)

 

(กะไปซื้อไม่กี่พัน แต่หยิบไปหยิบมาหมดไปหมื่นนิด ๆ …ลมแทบจับ T-T)
เวลาประมาณเที่ยงก็นั่งรถไปสยามพารากอนกับพี่ปูเพราะว่าวันนี้จะมีเปิดตัว Kiehl’s Square ซึ่งเป็นบูทโปรโมชั่นที่ใหญ่ที่สุดของ Kiehl’s แล้วก็จะมีคนดังและนักข่าว บก. นิตยสารชั้นนำมาร่วมงานด้วย ระหว่างเดินทางปูเป้ก็ได้พูดคุยกับพี่ปูในหลายๆ เรื่อง ทำให้กระผมรู้สึกว่าโชคดีจริง ๆ ที่พี่ปูให้โอกาสปูเป้ในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้ในครั้งนี้ เพราะปูเป้ยังเป็นคนนอก มาเทรนจนเป็นงานแล้วก็ออกไปอยู่ดี คิดในอีกแง่นึงมันก็เหมือนเสียเวลาเขานะ แต่พี่ปูชอบรับ Internship เพราะว่าอยากให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่มีประสบการณ์ ขออย่างเดียวว่าต้องตั้งใจและต้องมีเป้าหมายที่ดีในการมาฝึกงาน (ขอบคุณจริง ๆ ขอรับ)

วันนี้ทุกอย่างดูวุ่นวายเพราะมีทั้งลูกค้าและนักข่าวมากันเต็มไปหมด เหนื่อยกันไปตาม ๆ กัน… อ้อใช่ ๆ วันนี้คุณน้องผู้ชายที่มีปัญหาสิวคราวก่อนเขากลับมาซื้อ Ultra Facial Cleanser ที่เคยให้ Sample ไปคราวก่อนเพราะว่าชอบแต่น่าเสียดายที่ปูเป้ติดให้บริการลูกค้าท่านอื่นอยู่นานทีเดียวจึงไม่ได้ไปเทคแคร์เลย แต่ก็รู้สึกดีใจที่ลูกค้าชอบในสิ่งที่เราแนะนำนะ 😀