หลังจากที่หลายต่อหลายคนถามมานานว่าเมื่อไหร่ Hada Labo ขวดแดงจะเข้าไทยซะที เมื่อเดือนตุลาคมของปี 2012 ที่ผ่านมาก็มีงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการว่าเจ้าขวดแดงแรงฤทธิ์นี้จะจำหน่ายใน Watsons ทั่วประเทศแล้วเอย ซึ่งก็อยากจะเข็นรีวิวออกมาเร็ว ๆ นะ แต่ก็ติดโปรเจค Holiday Gift ติดอ่านหนังสือทำรายงานส่งการบ้าน ติดเตรียมงาน meeting พอเสร็จสิ้นทุกสิ่งอย่างจึงได้คลอดรีวิว Hada Labo : Retinol Lifting & Firming ออกมาให้ได้ชมกันในวันนี้

Hada Labo : Retinol Lifting & Firming ในประเทศไทยมีจำหน่ายทั้งหมด 3 SKU นั่นก็คือโลชั่นน้ำ เอซเซ้นส์เข้มข้น และครีมบำรุง (แต่ถ้าไปประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงจะมีมาส์กแผ่น ๆ ขายด้วยล่ะ) สนนราคาอยู่ที่ 620 – 790 บาท โดยเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องปัญหาริ้วรอย ผิวขาดความกระชับ หรือประมาณ 30 ปี ขึ้นไป ด้วยส่วนผสม Retinol + Collagen + Super Hyaluronic Acid

Vitamin A หรือ Retinol เป็นหนึ่งในวิตามินที่เป็นที่แพร่หลายและเป็นที่นิยมใช้กันมากในวงการเครื่องสำอาง โดยเฉพาะในเรื่องของการชะลอ ต่อต้าน และลดเลือนริ้วรอย โดยพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มความหนาของผิวชั้นนอก กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดการทำงานของเอนไซม์ MMP-1 ที่ทำลายคอลลาเจน แต่ว่าตัว Retinol เองนั้นไมได้มีผลกับเซลล์ผิวโดยตรง แต่ต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปเป็น Retinoic Acid (Tretinoin) และจับเข้ากับ Retinoid Receptor ที่เซลล์ก่อนจึงจะมีผลต่อการทำงานของเซลล์ผิว

Tretinoin หรือ กรดวิตามินเอ (ตัวยาใน Retin-A) จัดเป็นสารที่ขึ้นทะเบียนยา ไม่สามารถใส่ในเครื่องสำอางได้ แม้มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาริ้วรอยมากแต่โอกาสระคายเคืองก็มากตามไปด้วย สารกลุ่มวิตามินเออื่น ๆ อย่าง Retinyl Palmitate และ Retinol และ Retinaldehyde ที่สามารถใส่ในเครื่องสำอางได้ และอ่อนโยนมากกว่าจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้ประโยชน์จากวิตามินเอในการดูแลปัญหาริ้วรอย แต่แน่นอนว่ามันก็มีประสิทธิภาพที่น้อยกว่า Tretinoin หรือ กรดวิตามินเอ ที่เป็น”ยา” โดย Retinol มีประสิทธิภาพน้อยกว่า Tretinoin อยู่ 20 เท่า ในความเข้มข้นข้นที่เท่ากัน เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการเปลี่ยนรูปถึง 2 ชั้นกว่าที่ผิวจะนำไปใช้ได้ ตามแผนภูมิด้านล่าง

Retinyl Palmitate <-เปลี่ยนรูป-> Retinol <-เปลี่ยนรูป-> Retinaldehyde -เปลี่ยนรูป-> Retinoic Acid (Tretinoin)
ผลิตภัณฑ์ Hada Labo : Retinol Lifting & Firming ไม่ได้มีวิตามินเอในรูปของ Retinol แต่ใส่วิตามินเอในรูปของ Retinyl Palmitate ซึ่งเป็นการรวมตัวของ Retinol+Palmitic Acid ซึ่งมีข้อดีกว่า Retinol ในเรื่องของความเสถียรที่มากกว่า แต่ในแง่ของประสิทธิภาพในการเป็น Anti-Aging นั้นมีข้อมูลที่จำกัดมาก แต่ตามหลักแล้วมันน่าจะมีประสิทธิภาพที่อ่อนกว่า Retinol เนื่องจากต้องเปลี่ยนรูปกว่า 3 ขั้นกว่าที่ผิวจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่มีการศึกษาว่า Retinyl Palmitate นั้นช่วยปกป้องผิวของเราจากรังสี UVB ได้เทียบเท่ากับค่า SPF 20 และมีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ในช่วงปี 2012 ที่ผ่านมีข่าวไม่ค่อยสู้ดีเกี่ยวกับ Retinyl Palmitate เมื่อ EWG ประโคมข่าวว่าวิตามินตัวนี้อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้เมื่อเจอแสง UVA และไม่ควรใส่มาในผลิตภัณฑ์กันแดด แต่ทาง American Academy of Dermatology ออกมาให้ความกระจ่างแล้วว่าข้อมูลในปัจจุบันไม่สามารถระบุได้ว่า Retinyl Palmitate จะก่อให้เกิดมะเร็งหรือเป็นอันตรายกับผิว สรุปแล้วก็คือมันยังปลอดภัยนั่นเองจ้า

สำหรับส่วนผสมหลักอีกสองชนิดอย่าง Collagen และ Super Hyaluronic Acid ซึ่งในที่นี้คือส่วนผสมของ Hyaluronic Acid 2 รูปแบบ ตัวแรกคือ Sodium Hyaluronate ซึ่งเป็นรูปแบบปกติ ตัวที่สองคือ Sodium Acetylated Hyaluronate ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า เมื่อรวมกันแล้วจึงช่วยให้ความชุ่มชื้นได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเพิ่มความอิ่มเอิบและความยืดหยุ่นให้กับผิวชั้นนอกได้เป็นอย่างดี

(Source : Vitamin A exerts a photoprotective action in skin by absorbing ultraviolet B radiation., Analysis finds sunscreens containing retinyl palmitate do not cause skin cancer, Retinoids in the treatment of skin aging: an overview of clinical efficacy and safety.)

Hada Labo : Retinol Lifting & Firming Lotion (170ml / 620 THB)

โลชั่นน้ำตัวนี้มีความเข้มข้นมากที่สุดในบรรดาโลชั่นน้ำของ Hada Labo ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย โดยมีส่วนผสมของ Caprylic/Capric Triglyceride เป็น Emollients คู่กับน้ำมันจากพืชตัวอื่น ๆ เพื่อช่วยเคลือบผิวให้ความชุ่มชื้นที่ดีขึ้น นอกจากส่วนผสมของ Retinyl Palmitate + Collagen + Super Hyaluronic Acid แล้วก็ยังมีวิตามินอี และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยเป็นแอนติออกซิแดนท์ (เบต้าแคโรทีนยังให้สีเหลืองกับตัวผลิตภัณฑ์ด้วย)

เนื้อโลชั่นค่อนข้างข้น มีความหนึบและขุ่นอย่างชัดเจน (ดูเนื้อโลชั่นได้ในวีดีโอที่อยู่ด้านล่าง) ทำให้โลชั่นขวดนี้เหมาะกับผิวธรรมดาค่อนไปทางแห้งหรือแห้งมาก หรือผิวผสมก็สามารถนำมาใช้ในตอนกลางคืนได้ การนำโลชั่นขวดนี้มาใส่สำลีทำ Lotion Mask นั้นทำได้ แต่ควรชุบสำลีให้เปียกน้ำหมาด ๆ ก่อน ตัวโลชั่นจะซึมเข้าแผ่นสำลีได้ง่ายกว่าเทลงบนสำลีแห้ง ๆ

Ingredients : Water, Butylene Glycol, Glycerin, PEG-20 Sorbitan Isostearate, Caprylic/Capric Triglyceride, Methylparaben, PPG-10 Methyl Glucose Ether, Sodium Hyaluronate, Triethanolamine, Hydroxypropyl Methylcellulose, Carbomer, Disodium EDTA, Hydrolyzed Collagen, Hydrolyzed Soy Protein, Limnanthes Alba (Meadowfoam) Seed Oil, Tocopherol, BHT, Helianthus Annuus (Sunflower) Seed Oil/Retinyl Palmitate, Sodium Acetylated Hyaluronate, Beta-Carotene/Zea Mays (Corn) Oil/Tocopherol, Thioctic Acid.

Hada Labo : Retinol Lifting & Firming Essence (30ml / 790 THB)

เอสเซ้นส์บำรุงผิวตัวนี้มีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็มีส่วนผสมที่เพิ่มเติมขึ้นมาอย่าง Squalane ที่มีลักษณะคล้ายกับ Lipid ในผิวตามธรรมชาติ จึงเข้ากับผิวได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวปูเป้ค่อนข้างชอบ Squalane เพราะว่าใช้แล้วผิวจะนุ่ม ชุ่มชื้นแต่ไม่เหนอะมากเพราะมันซึมเข้าสู่ผิวได้ดี ส่วนผสมที่ไม่คุ้นตาเท่าไหร่อย่าง Pullulan เป็นสารกลุ่มน้ำตาลโพลีแซคคาไรด์ ช่วยในการสร้างเนื้อสัมผัส ก่อฟิลม์ และเป็นตัวช่วยนำพาสารบำรุงที่ดี

เนื้อเอสเซ้นส์เป็นเหมือนเจลขุ่นสีเหลืองอ่อน ๆ มีความหยุ่นเล็กน้อย เนื้อไม่หนักมาก และให้ความรู้สึกชุ่มชื้นกำลังดี สำหรับคนที่มีผิวธรรมดาหรือผิวผสมก็อาจจะข้ามขั้นตอนของมอยซ์เจอไรเซอร์และใช้กันแดดไปได้เลยในตอนกลางวัน

Ingredients : Water, Glycerin, Butylene Glycol, Squalane, Triethylhexanoin, Dimethicone, Pullulan, PEG-20 Sorbitan lsostearate, Glyceryl Stearate, PPG-10 Methyl Glucose Ether, Hydroxypropyl Methylcellulose, Sodium Hyaluronate, Cetearyl Alcohol, Carbomer, Triethanolamine, Cetyl Alcohol, Methylparaben, Hydrolyzed Soy Protein, Helianthus Annuus (Sunflower) Seed Oil, Retinyl Palmitate, Tocopheryl Acetate, Disodium EDTA, BHT, Propylparaben, Hydrolyzed Collagen, Sodium Acetylated Hyaluronate, Beta-Carotene/Zea Mays (Corn) Oil/Tocopherol, Thioctic Acid.

Hada Labo : Retinol Lifting & Firming Cream (50g. / 689 THB)

ส่วนผสมหลัก ๆ นั้นไมได้มีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เท่าไหร่ นอกจากมีปริมาณของ Caprylic/Capric Triglyceride และ น้ำมันโฮโฮบา กับตัวทำให้ส่วนผสมข้นขึ้นเป็นเนื้อครีมนั่นเอง หลัก ๆ แล้วทำหน้าที่ในการเก็บล็อคความชุ่มชื้นของโลชั่นและเอนเซนส์ที่ทาเอาไว้ก่อนหน้า

เนื้อครีมเป็นสีเหลืองอ่อน ข้นอยู่ทรง เกลี่ยได้ง่ายและเคลือบผิวได้ดี เหมาะสำหรับคนที่ผิวธรรมดาค่อนไปทางแห้ง ในช่วงนี้ปูเป้จะนวดหน้าในขั้นตอนการใช้ครีม หรือแม้แต่เซรั่มถ้าเกิดเนื้อผลิตภัณฑ์ลื่นพอที่จะนวดผิวได้ (หรือถ้าลื่นไม่พอก็สามารถใช้เครื่องพ่นไอน้ำช่วยให้ลื่นขึ้นขณะนวดได้เหมือนกัน) เห็นเจ้าครีมประปุกนี้เขียนว่า Pack Cream เลยลองเอามาทาให้หนากว่าปกติหน่อย แล้วก็นวดหน้า พอนวดเสร็จก็ใช้ทิชชู่ซับส่วนเกินออกนิดหน่อย แล้วก็เข้านอนตามปกติ โดยรวมก็ยังโอเคเหมือนกัน แต่เทียบกับครีมตัวอื่นที่ใช้นวดหน้าอยู่มันก็ไม่ลื่นเท่านะ ยังไงแวะดูวิธีนวดหน้าแบบง่าย ๆ ด้านล่างได้เลยจ้า

Ingredients : Water, Glycerin, Butylene Glycol, Caprylic/Capric Triglyceride, Simmondsia Chinensis (Jojoba) Seed Oil, Caprylic/Capric/Myristic/Stearic Triglyceride, Behenyl Alcohol, PPG-10 Methyl Glucose Ether, PEG-20 Sorbitan Isostearate, Sorbitan Stearate, Limnanthes Alba (Meadowfoam) Seed Oil, Carbomer, Triethanolamine, Pullulan, Sodium Hyaluronate, Methylparaben, Hydroxyethylcellulose, Phytosteryl/Octyldodecy/Lauroyl Glutamate, Disodium EDTA, Hydrolyzed Soy Protein, Tocopherol, Propylparaben, Helianthus Annuus (Sunflower) Seed Oil/Retinyl Palmitate, Sodium Acetylated Hyaluronate, Hydrolyzed Collagen, Thioctic Acid, Beta-Carotene/Zea Mays (Corn) Oil/Tocopherol.

อย่างที่บอกไปด้านบนแล้วว่าในระยะหลัง ๆ นี้ปูเป้จะสนใจกับการนวดหน้าด้วยตัวเองมากเป็นพิเศษ นอกเหนือจากการไปนวดหน้าเดือนละ 3 – 4 ครั้ง เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนและขับของเสียออกจากผิวผ่านระบบน้ำเหลือ ซึ่งมีความแตกต่างจากระบบไหลเวียนโลหิตตรงที่ระบบน้ำเหลืองไม่มีอวัยวะสูบฉีดอย่างหัวใจเหมือนกับเส้นเลือด แต่น้ำเหลืองไหลเวียนในร่างกายด้วยการเคลื่อนไหว ดังนั้นการนวดจึงช่วยในเรื่องนี้เต็ม ๆ และยังทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ทำให้ผิวได้รับสารอาหารและออกซิเจนดีขึ้นด้วย

แต่การนวดก็อาจจะไม่เหมาะกับทุกคนโดยเฉพาะคนที่เป็นสิว อาจจะต้องใช้เป็นลักษณะของการกดจุดแทน ส่วนแนวการนวดของแต่ละคนแต่ละแบรนด์ แต่ละสำนักก็ต่างกัน ที่นำมานำเสนอนี้เป็นวิธีที่ปูเป้เอามาจากหลายๆ แบรนด์มายำรวมกันเพราะเพื่อให้ทำได้ง่าย ๆ มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก และลองทำดูก็รู้สึกว่าโอเคดี

สำหรับภาพรวมของผลิตภัณฑ์ Hada Labo : Retinol Lifting & Firming นั้น ส่วนผสมโดยรวมดูจะเหมาะกับคนที่่กังวลเรื่องริ้วรอยมากขึ้นด้วยส่วนผสมของสารแอนติออกซิแดนท์และส่วนผสมที่ช่วยทดแทน Lipid และความชุ่มชื้นที่น้อยลงจากวัยที่เพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะผู้หญิงที่จะมีวัยขาดฮอร์โมน ทำให้ผิวแห้ง) แต่ในของริ้วรอยนั้นปูเป้ยังมองว่าผลิตภัณฑ์ตัวนี้ยังไม่ถึงขั้นล่ะ คือใช้เพื่อชะลอ เพื่อคงความอ่อนเยาว์ หรือใช้เพื่อลดริ้วรอยตื้น ๆ หรือ Fine Line ได้ แต่ถ้าเป็นร้ิวรอยลึก ปูเป้คิดว่าถ้าอยากได้วิตามินเอจริง ๆ ให้หาผลิตภัณฑ์ที่ใส่วิตามินเอมาในรูปของ Retinol มาเลยจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

อ้อ… ในการป้องกัน ชะลอ และดูแลปัญหาริ้วรอย จำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF อย่างต่ำ 15 ขึ้นไปเป็นประจำทุกวันด้วยนะครับ (แต่ปูเป้จะแนะนำให้เริ่มที่ SPF 30 ล่ะ)

โดยส่วนตัวหลังจากที่ลองใช้มา ปูเป้ไม่เห็นอะไรนักในเรื่องริ้วรอย (อาจจะเพราะตัวเองยังไม่มี) การเอามาใช้ตอนกลางวันแอบหนักไปหน่อยสำหรับผิวผสม-มันของปูเป้ แต่ในตอนกลางคืนนั้นโดยรวมถือว่าโอเคเลยสำหรับการนอนในห้องแอร์ ตื่นมาผิวก็ไม่แห้ง ชุ่มชื้นได้นานทั้งคืน และแน่นอนว่าผลิตภัณฑ์จาก Hada Labo ทั้งสามชิ้นนี้ปราศจากส่วนผสมของสี น้ำหอม แอลกอฮอล์ และสารที่จะก่อการระคายเคืองอื่น ๆ

สำหรับคำถามว่า “คนท้อง หรือ กำลังให้นมบุตร สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Retinol และ Retinyl Palmitate ได้หรือเปล่า?” เป็นคำถามยอดฮิตมากกกกกกกกกกกกกกกกก ซึ่งพอดีไปเจอการศึกษาในประเด็นนี้พอดี สรุปเอาไว้ว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผสม Retinol 0.30% หรือ Retinyl Palmitate 0.55% ซึ่งเทียบเท่าได้กับ วิตามินเอ 30,000 IU เป็นเวลา 21 วัน ผลสรุปว่าไม่มีผลกระทบต่อการตรวจพบ Retinol และ Retinyl Palmitate ในพลาสม่า นั่นก็หมายความว่าผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นของวิตามินเอที่น้อยกว่าหรือเท่ากับที่ทำการศึกษา ก็น่าจะปลอดภัยที่จะใช้ได้ แต่อย่างไรก็ดี ปูเป้ยังแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนจะดีที่สุดครับ

(Source : Repeated topical treatment, in contrast to single oral doses, with Vitamin A-containing preparations does not affect plasma concentrations of retinol, retinyl esters or retinoic acids in female subjects of child-bearing age.)

สำหรับคำถามว่า “จะแพ้มั้ย” “ใช้แล้วอุดตันรึเปล่า?” เป็นคำตอบที่ปูเป้บอกไม่ได้ครับ อาการแพ้เป็นสิ่งที่แตกต่างกันไปในทุก ๆ คน สำหรับการอุดตันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลผิวโดยรวมของแต่ละคนเอง นอกจากนี้คนเรายังไวต่อการอุดตันของสารแต่ละตัวไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นก่อนจะซื้อผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตาม ควรทดสอบและทดลองใช้ก่อนทุกครั้ง

ข้อดี

– มีความอ่อนโยน ไม่ระคายเคืองผิว
– ปราศจากน้ำหอม สี แอลกอฮอล์
– ทดแทนความชุ่มชื้น และ Lipid ที่ขาดหายไปได้ดี
– บรรจุภัณฑ์ช่วยเก็บรักษาสารแอนติออกซิแดนท์จากอากาศและแสง (ยกเว้นกระปุก)
– ราคาเหมาะสม หาซื้อได้ไม่ยาก

ข้อเสีย

– ไม่ได้ใส่วิตามินเอในรูปของ Retinol
– บรรจุภัณฑ์แบบกระปุก (สำหรับครีม)

***Sponsored Item***

– Hada Labo : Retinol Lifting & Firming Lotion
– Hada Labo : Retinol Lifting & Firming Essence
– Hada Labo : Retinol Lifting & Firming Cream

Related Posts